Page Speed คืออะไร? ทำไมความเร็วเว็บไซต์สำคัญต่อ SEO

Page Speed

เคยกดเข้าเว็บแล้วรอจนเบื่อไหม? เจอเว็บที่โหลดช้าจนอยากกดปิดเลยใช่มั้ย? ถ้าคุณเป็นเจ้าของเว็บไซต์ นี่คือสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม! วันนี้ RED CODE ผู้ให้บริการ IT Solutions เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ “Page Speed” หรือความเร็วเว็บไซต์ ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้เข้าชม แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการทำ SEO และอันดับบน Google อีกด้วย

Page Speed คืออะไร?

Page Speed คือ ความเร็วในการโหลดและแสดงผลข้อมูลทั้งหมดบนหน้าเว็บเพจหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ วิดีโอ CSS หรือ JavaScript ต่าง ๆ เมื่อผู้ใช้คลิกเข้าชมเว็บไซต์ เบราว์เซอร์จะทำการดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านี้มาแสดงผล โดยวัดเป็นหน่วยมิลลิวินาที หรือวินาที ยิ่งใช้เวลาน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ Page Speed ก็เหมือนความเร็วในการเสิร์ฟอาหารของร้านอาหาร ถ้าร้านไหนเสิร์ฟเร็ว ลูกค้าก็พอใจ แต่ถ้าช้าเกินไป ลูกค้าก็อาจจะลุกหนีไปร้านอื่น

ความแตกต่างระหว่าง Page Speed กับ Site Speed

หลายคนอาจสับสนระหว่าง Page Speed กับ Site Speed ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่เหมือนกัน

  • Page Speed คือ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเพจหนึ่ง ๆ เช่น หน้าแรก หน้าบทความ หรือหน้าสินค้า
  • Site Speed คือ ค่าเฉลี่ยความเร็วของทุกหน้าเพจในเว็บไซต์รวมกัน

Google ให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง แต่ Page Speed จะส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ผู้ใช้แต่ละหน้า ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเช็กความเร็วเว็บทุกหน้าในเว็บไซต์และหน้า Landing page ต่าง ๆ

ทำไม Page Speed ถึงสำคัญ?

ความเร็วเว็บไซต์ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหรือตัวเลขเท่านั้น แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของคุณในหลายมิติ เรามาดูกันว่าทำไม Page Speed ถึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักการตลาดออนไลน์ต้องให้ความสนใจรวมไปถึงการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ

ส่งผลต่อ User Experience โดยตรง

ความเร็วเว็บไซต์เป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ส่งผลต่อความประทับใจของผู้เข้าชม จากการวิจัยพบว่า ถ้าเว็บโหลดนานเกิน 3 วินาที ผู้ใช้มีแนวโน้มจะกดปิดและไปเว็บอื่นแทน นั่นหมายถึงคุณสูญเสียโอกาสในการสื่อสารหรือขายสินค้าไปอย่างน่าเสียดาย

เว็บที่โหลดเร็วจะทำให้ผู้ใช้มีความพึงพอใจสูง ใช้เวลาบนเว็บนานขึ้น และมีโอกาสกลายเป็นลูกค้ามากขึ้น การทดสอบความเร็วเว็บจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

มีผลต่อ Bounce Rate และ Conversion Rate

เว็บไซต์ที่โหลดช้าจะส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างชัดเจน:

  • Bounce Rate สูงขึ้น – คนเข้าชมแล้วรีบออกเพราะรอไม่ไหว
  • Conversion Rate ลดลง – น้อยคนที่จะอดทนรอจนจบกระบวนการซื้อสินค้าหรือลงทะเบียน
  • ยอดขายตกลง – มีงานวิจัยจาก Google พบว่า ทุก 1 วินาทีที่หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้น สามารถเพิ่มยอดขายได้ 7-10% ตามประเภทธุรกิจ

การเช็ก Speed Page จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสำเร็จของธุรกิจออนไลน์

เป็นหนึ่งใน Google Ranking Factors ผ่าน Core Web Vitals

Google ได้ประกาศชัดเจนว่า Page Speed เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา โดยเฉพาะเมื่อมีการประกาศใช้ Core Web Vitals เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การจัดอันดับ

เว็บไซต์ที่มีความเร็วดีมีโอกาสติดอันดับสูงในหน้าผลการค้นหามากกว่า ส่งผลให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น และโอกาสทางธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การทำ Page Speed Test จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการทำ SEO ที่ไม่อาจมองข้าม

วิธีทดสอบความเร็วเว็บด้วย Page Speed Test

การตรวจสอบและวัดความเร็วเว็บไซต์เป็นขั้นตอนสำคัญที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ในส่วนนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับเครื่องมือและวิธีการทดสอบความเร็วเว็บแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณสามารถติดตามและปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้อย่างต่อเนื่อง

เครื่องมือยอดนิยมในการ Check Speed Page

มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้คุณสามารถเช็กความเร็วเว็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ละเครื่องมือมีจุดเด่นแตกต่างกันไป เช่น

  • Google PageSpeed Insights – เครื่องมือฟรีจาก Google ที่ให้คะแนนพร้อมคำแนะนำในการปรับปรุง
  • GTmetrix – แสดงผลละเอียดพร้อมกราฟและตารางเปรียบเทียบ
  • Pingdom – เน้นวิเคราะห์ขนาดไฟล์และจำนวนการร้องขอ (requests)
  • Uptrends – มีการทดสอบจากหลายตำแหน่งทั่วโลกเพื่อความแม่นยำ

แต่ละเครื่องมือมีวิธีวัดที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรใช้หลายเครื่องมือเพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้น

วิธีใช้งาน Page Speed Test ขั้นพื้นฐาน

การทดสอบความเร็วเว็บทำได้ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอนดังนี้

  1. เข้าเว็บไซต์ทดสอบ (เช่น PageSpeed Insights)
  2. กรอก URL เว็บไซต์ที่ต้องการเช็กความเร็วเว็บ
  3. กดปุ่ม “วิเคราะห์” หรือ “Analyze”
  4. รอสักครู่ให้ระบบประมวลผลการ Check Speed Page
  5. ดูผลคะแนนและ Core Web Vitals ทั้งแบบคอมพิวเตอร์และมือถือ

ควรทำการทดสอบความเร็วเว็บทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ เพราะผลอาจแตกต่างกันมาก และ Google ให้ความสำคัญกับความเร็วบนมือถือมากกว่า

วิธีอ่านผลคะแนน Page Speed

เมื่อทำ Page Speed Test แล้ว คุณจะได้คะแนนตั้งแต่ 0-100 พร้อมระดับคุณภาพ ประกอบไปด้วย

  • สีเขียว (90-100) = ดี หน้าเว็บโหลดเร็ว ประสบการณ์ผู้ใช้ดี
  • สีส้ม (50-89) = ต้องปรับปรุง ยังมีประเด็นที่ควรแก้ไขเพื่อเพิ่มความเร็ว
  • สีแดง (0-49) = แย่ มีปัญหาสำคัญหลายจุดที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน

นอกจากคะแนนรวมแล้ว ยังมีคำแนะนำเฉพาะจุดว่าควรปรับปรุงอะไรบ้าง พร้อมผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับหลังการแก้ไข ทำให้การ Speed Insight ของคุณมีทิศทางที่ชัดเจน

Core Web Vitals ตัวชี้วัดสำคัญของความเร็วเว็บไซต์

Core Web Vitals คือชุดตัวชี้วัดที่ Google พัฒนาขึ้นเพื่อวัดประสบการณ์ผู้ใช้บนเว็บไซต์ มีความสำคัญอย่างมากต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ เพราะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเว็บของคุณมีประสิทธิภาพและให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้หรือไม่ ลองมาดูตัวชี้วัดหลัก ๆ กัน:

Largest Contentful Paint (LCP)

LCP วัดความเร็วในการโหลดเนื้อหาหลักของหน้าเว็บ เช่น รูปภาพใหญ่หรือบล็อกข้อความหลัก ค่าที่ดีคือน้อยกว่า 2.5 วินาที

หากค่า LCP สูงเกินไป อาจเกิดจากรูปภาพขนาดใหญ่ ไฟล์ CSS หรือ JavaScript ที่บล็อกการแสดงผล หรือการตอบสนองของเซิร์ฟเวอร์ที่ช้า

First Input Delay (FID) / Interaction to Next Paint (INP)

FID วัดความเร็วในการตอบสนองเมื่อผู้ใช้คลิกหรือมีปฏิสัมพันธ์กับหน้าเว็บครั้งแรก ค่าที่ดีคือน้อยกว่า 100 มิลลิวินาที

ปัจจุบัน Google เริ่มใช้ INP (Interaction to Next Paint) แทน FID ซึ่งวัดการตอบสนองของหน้าเว็บทั้งหมด โดยค่าที่ดีควรต่ำกว่า 200 มิลลิวินาที

Cumulative Layout Shift (CLS)

CLS เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่มักถูกมองข้าม แต่มีผลอย่างมากต่อประสบการณ์ผู้ใช้ ค่านี้วัดความเสถียรของการจัดวางองค์ประกอบบนหน้าเว็บ หรือพูดง่าย ๆ คือ วัดว่าเว็บของคุณมีการกระโดดไปมาของเนื้อหาหรือไม่ เช่น ปุ่มเลื่อนหนีตอนกำลังจะกด หรือข้อความกระโดดขึ้นลง ค่าที่ดีคือน้อยกว่า 0.1

การกระโดดของเนื้อหาสร้างความหงุดหงิดให้ผู้ใช้มาก และเป็นหนึ่งในปัญหาที่ Google ให้ความสำคัญ เพราะส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การใช้งาน

เทคนิคเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ (Page Speed Optimization)

หลังจากที่คุณทดสอบความเร็วเว็บแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรับปรุงให้ดีขึ้น ในส่วนนี้เราจะแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่ม Page Speed ให้กับเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งแต่ละวิธีมีระดับความซับซ้อนที่แตกต่างกันไป

ปรับแต่งรูปภาพ

รูปภาพมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บโหลดช้า เพราะมีขนาดไฟล์ใหญ่ การปรับแต่งรูปภาพจึงเป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น

  • บีบอัดภาพ – ใช้เครื่องมือเช่น TinyPNG หรือ ShortPixel ช่วยลดขนาดไฟล์โดยไม่สูญเสียคุณภาพมากนัก
  • ใช้ไฟล์สมัยใหม่ – เปลี่ยนจาก JPEG/PNG เป็นรูปแบบไฟล์ WebP ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแต่คุณภาพใกล้เคียงกัน
  • ปรับขนาดภาพให้เหมาะสม – ไม่ควรอัปโหลดภาพขนาด 2000×2000 พิกเซล แต่แสดงในพื้นที่ 300×300 พิกเซล

การเช็กความเร็วเว็บหลังจากปรับแต่งรูปภาพมักจะพบว่าคะแนนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ใช้ Lazy Loading

Lazy Loading เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วยเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องลดทอนคุณภาพของเนื้อหา หลักการทำงานคือ:

  • โหลดเฉพาะรูปภาพหรือวิดีโอที่ผู้ใช้กำลังมองเห็น
  • ส่วนที่อยู่ด้านล่างจะยังไม่โหลดจนกว่าผู้ใช้จะเลื่อนลงมา

วิธีนี้ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องโหลดในตอนแรก ทำให้หน้าเว็บแสดงผลได้เร็วขึ้นมาก เหมาะกับเว็บที่มีรูปภาพหรือวิดีโอจำนวนมาก

สำหรับเว็บไซต์ WordPress สามารถติดตั้งปลั๊กอินได้ เช่น Lazy Load, WP Rocket หรือ a3 Lazy Load ซึ่งทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้โค้ด

การใช้ Cache

การเก็บ Cache เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดในการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่กลับมาเยี่ยมชมเว็บซ้ำ ซึ่งมีหลายรูปแบบ:

  • Browser Cache – เก็บข้อมูลไว้ที่เครื่องผู้ใช้ ทำให้การเข้าชมครั้งต่อไปเร็วขึ้น
  • Server-side Caching – เก็บหน้าเว็บสำเร็จรูปไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ ลดการประมวลผลซ้ำ
  • WordPress Plugin – เช่น WP Rocket, W3 Total Cache ช่วยตั้งค่า Cache ได้ง่าย

การตั้งค่า Cache ที่เหมาะสมจะช่วยลด TTFB (Time to First Byte) ลงอย่างมาก ทำให้เว็บเริ่มโหลดได้เร็วขึ้น

Minify ไฟล์ CSS/JS/HTML

การ Minify เป็นเทคนิคการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ที่ง่ายแต่ได้ผลดี โดยเฉพาะกับเว็บที่มีไฟล์ CSS และ JavaScript จำนวนมาก วิธีนี้คือการลดขนาดของไฟล์โดย:

  • ลบช่องว่างและการขึ้นบรรทัดที่ไม่จำเป็น
  • ลบคอมเมนต์ในโค้ด
  • ย่อชื่อตัวแปรให้สั้นลง

วิธีนี้ช่วยลดขนาดไฟล์ได้ 10-20% โดยไม่กระทบกับการทำงานของเว็บไซต์ ทำให้การโหลดเร็วขึ้น ในเว็บ WordPress สามารถใช้ปลั๊กอิน เช่น Autoptimize หรือ WP Rocket ช่วยได้

ใช้ CDN (Content Delivery Network)

CDN เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความเร็วเว็บไซต์สำหรับผู้ใช้ทั่วโลก โดยกระจายเนื้อหาของคุณไปยังเซิร์ฟเวอร์หลายแห่งทั่วโลก ทำให้:

  • Cloudflare – มีแพ็กเกจฟรีที่ใช้งานได้ดี เหมาะกับเว็บทั่วไป
  • Google Cloud CDN – เหมาะกับเว็บขนาดใหญ่ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง
  • Amazon CloudFront – ทำงานได้ดีกับบริการอื่น ๆ ของ AWS

การใช้ CDN ช่วยกระจายโหลดและป้องกันเซิร์ฟเวอร์ล่ม เมื่อมีการเข้าชมพร้อมกันจำนวนมาก

แก้ไข Render-blocking Resources

หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยเมื่อทดสอบความเร็วเว็บคือการมี Render-blocking Resources มากเกินไป ซึ่งทำให้เบราว์เซอร์ต้องรอโหลดและประมวลผลไฟล์เหล่านี้ก่อนแสดงเนื้อหา การแก้ไขทำได้โดย:

  • ย้าย CSS ที่สำคัญมาไว้ในบรรทัด (Inline Critical CSS)
  • เลื่อนการโหลด JavaScript ที่ไม่จำเป็นออกไป (ใช้ Defer หรือ Async)
  • ย้าย CSS และ JavaScript ที่ไม่จำเป็นออกจากส่วน <head>

การแก้ไขส่วนนี้อาจต้องอาศัยความรู้ด้านการเขียนโค้ด หรือใช้ปลั๊กอินเฉพาะทางช่วย

บริการของ RED CODE Development

การปรับแต่งความเร็วเว็บไซต์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ RED CODE Development มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยยกระดับเว็บไซต์ของคุณด้วยบริการที่ครอบคลุมทุกด้าน

บริการปรับปรุงความเร็วเว็บ (Page Speed & SEO Checking)

เราเข้าใจดีว่าการเช็กความเร็วเว็บและการปรับแต่งให้ได้ผลจริงนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ที่ RED CODE Development เรามีบริการพัฒนาเว็บไซต์แบบครบวงจรที่จะช่วยให้เว็บของคุณทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ:

  • วิเคราะห์ Core Web Vitals อย่างละเอียด – ใช้เครื่องมือทันสมัยพร้อมมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
  • Optimize รูปภาพและโค้ด – ปรับแต่งทุกองค์ประกอบให้ทำงานได้เร็วที่สุด
  • ตั้งค่า Caching & CDN – เลือกและตั้งค่าให้เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ
  • แก้ไข Server Response Time – ปรับแต่งเซิร์ฟเวอร์ให้ตอบสนองเร็วขึ้น

เรารับประกันผลลัพธ์ด้วยคะแนน PageSpeed ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมรายงานก่อน-หลังการปรับปรุง

บริการเสริมอื่น ๆ

นอกจากการปรับแต่งความเร็วเว็บไซต์แล้ว RED CODE Development ยังมีบริการอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตอย่างแข็งแกร่ง:

ทุกบริการของเราเน้นที่คุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงในยุคดิจิทัล

สรุป

Page Speed หรือความเร็วเว็บไซต์ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จของธุรกิจออนไลน์ การเช็กความเร็วเว็บและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้พึงพอใจ และอันดับ SEO ดีขึ้น

ที่ RED CODE Development เราพร้อมช่วยปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้และกฎของ Google สนใจปรึกษาเรื่องการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์หรือต้องการทดสอบความเร็วเว็บแบบมืออาชีพ? ติดต่อเราวันนี้เพื่อยกระดับธุรกิจออนไลน์ของคุณ!

คำถามที่พบบ่อย

คะแนน Page Speed ควรได้เท่าไหร่ถึงจะดี?

ควรได้ 90 คะแนนขึ้นไป (สีเขียว) จึงจะถือว่าดี แต่ถ้าอยู่ในโซนสีส้ม (70-89) ถือว่าพอใช้ได้แต่ควรปรับปรุง ส่วนคะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน (สีแดง) ต้องแก้ไขทันที เพราะจะกระทบต่อการจัดอันดับ SEO และประสบการณ์ผู้ใช้อย่างมาก

Page Speed ส่งผลต่อยอดขายจริงหรือ?

ใช่ เว็บไซต์ที่โหลดเร็วช่วยเพิ่ม Conversion Rate และลด Bounce Rate อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชี้ว่า ทุก 1 วินาทีที่เว็บโหลดเร็วขึ้น สามารถเพิ่มยอดขายได้ 7-10% ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ eCommerce ที่ความเร็วเว็บมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

การเช็กความเร็วเว็บต้องทำบ่อยแค่ไหน?

ควรตรวจสอบอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทุกครั้งที่มีการอัปเดตเว็บไซต์สำคัญ เช่น เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ เปลี่ยนธีม หรือติดตั้งปลั๊กอินเพิ่ม การเช็กสม่ำเสมอช่วยป้องกันปัญหาความเร็วเว็บตกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออันดับ SEO ในระยะยาว

ปรับความเร็วเว็บเองได้หรือต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ?

คุณสามารถปรับแต่งเบื้องต้นได้เอง เช่น บีบอัดรูปภาพ ตั้งค่า Cache หรือใช้ Lazy Loading แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและครอบคลุมทุกด้าน ควรใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญที่มีเครื่องมือและความรู้ครบถ้วน โดยเฉพาะเว็บไซต์ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงหรือมีระบบซับซ้อน

Page Speed บนมือถือสำคัญกว่าบนเดสก์ท็อปจริงหรือ?

ใช่ Google ให้ความสำคัญกับ Mobile Page Speed มากกว่าเพราะปัจจุบันคนใช้มือถือเข้าเว็บมากกว่าคอมพิวเตอร์ โดย Google ใช้ Mobile-First Indexing ในการจัดอันดับเว็บไซต์ ดังนั้นถ้าเว็บของคุณโหลดช้าบนมือถือ แม้จะเร็วบนเดสก์ท็อป ก็อาจส่งผลลบต่ออันดับ SEO โดยรวม การทดสอบความเร็วเว็บบนอุปกรณ์มือถือจึงควรเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

Share :

Scroll to Top
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.