CMS คืออะไร? รู้จักระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ที่ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้

CMS

คนที่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองมักจะเจอปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “ฉันไม่มีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด จะสร้างเว็บไซต์ได้ยังไง?” ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะตอนนี้มีระบบที่ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องรู้เรื่องโค้ดเลย นั่นคือ “CMS” หรือระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ที่ทำให้การสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน

CMS คืออะไร?

CMS หรือ Content Management System คือ ระบบจัดการเนื้อหาที่ช่วยให้เราสร้างและบริหารเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด ด้วย CMS System คุณสามารถสร้าง แก้ไข จัดการ และเผยแพร่เนื้อหาบนเว็บไซต์ได้แบบง่าย ๆ ผ่านแผงควบคุมที่ใช้งานได้สะดวก

ระบบ CMS คือ โซลูชันที่ทำงานโดยแยกส่วนเนื้อหาและการออกแบบออกจากกัน โดยเนื้อหาจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล ส่วนการออกแบบจะอยู่ในรูปแบบของเทมเพลตหรือธีม เมื่อผู้ใช้เข้าชมเว็บ CMS ระบบจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลตามรูปแบบที่กำหนดไว้

ทำไม CMS ถึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้?

ในยุคดิจิทัลที่เว็บไซต์กลายเป็นหน้าร้านออนไลน์ของธุรกิจ การสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS ที่บริหารจัดการได้ง่ายเป็นสิ่งสำคัญ CMS ช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

  1. ประหยัดเวลาและต้นทุน – ไม่ต้องจ้าง CMS developer หรือโปรแกรมเมอร์มาดูแลเว็บไซต์ตลอดเวลา คุณสามารถจัดการเนื้อหาได้เองง่าย ๆ
  2. อัปเดตเนื้อหาได้ทันที – เมื่อมีข้อมูลใหม่หรือต้องการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา คุณสามารถทำได้ทันทีผ่านแผงควบคุม
  3. ทำงานร่วมกันเป็นทีม – เว็บ CMS ส่วนใหญ่รองรับการทำงานหลายคนพร้อมกัน ช่วยให้ทีมงานสามารถร่วมกันดูแลเว็บไซต์ได้
  4. รองรับการทำ CMS SEO – ระบบจัดการเนื้อหามักมีเครื่องมือหรือปลั๊กอินที่ช่วยในการทำ SEO ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google ได้ง่ายขึ้น
  5. ขยายฟังก์ชันได้ตามต้องการ – ส่วนใหญ่รองรับการติดตั้งปลั๊กอินหรือโมดูลเพิ่มเติม เช่น ระบบร้านค้าออนไลน์, ระบบสมาชิก, ระบบจองสินค้า/บริการ

องค์ประกอบในการทำงานของ CMS

ระบบ CMS ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน สำหรับผู้ที่สนใจสร้าง CMS หรือเข้าใจการทำงานของระบบ CMS ควรรู้จักองค์ประกอบเหล่านี้:

1. เครื่องมือจัดการเนื้อหา (Content Management Application: CMA)

CMA เป็นส่วนที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์ด้วยมากที่สุด ทำหน้าที่จัดการเนื้อหาทุกอย่างบนเว็บไซต์ ตั้งแต่การสร้าง แก้ไข ลบ และจัดเก็บข้อมูล ช่วยให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องภาษาโปรแกรมสามารถสร้างเนื้อหาได้ง่าย และรองรับการทำงานพร้อมกันหลายคน

2. เครื่องมือจัดการข้อมูลของเนื้อหา (Meta Content Management Application: MMA)

MMA จัดการข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหา (Metadata) เช่น ใครเป็นคนสร้าง สร้างเมื่อไหร่ เก็บไว้ที่ไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยในการค้นหาและจัดระเบียบเนื้อหาบนเว็บไซต์

3. เครื่องมือการนำเสนอเนื้อหา (Content Delivery Application: CDA)

CDA ทำหน้าที่ดึงเนื้อหาจากฐานข้อมูลมาแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ตามรูปแบบที่กำหนด การตั้งค่า CDA อาจจะยุ่งยากในขั้นตอนการติดตั้งและกำหนดรูปแบบการแสดงผล แต่หลังจากนั้นระบบจะทำงานอัตโนมัติ ขณะที่คุณยังสามารถแก้ไขเนื้อหาได้อย่างอิสระ

ฟังก์ชันที่น่าสนใจของ CMS

เว็บ CMS ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ธรรมดา แต่ยังมีฟังก์ชันที่ช่วยให้การบริหารเว็บไซต์ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจการสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS:

สร้างและแก้ไขเนื้อหาได้ง่าย

CMS มีเครื่องมือแก้ไขแบบ WYSIWYG (What You See Is What You Get) ที่ทำงานคล้าย Microsoft Word ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องรู้ภาษา HTML ก็สามารถสร้างและแก้ไขเนื้อหาได้

ติดตามการทำงานได้

คุณสามารถติดตามกระบวนการทำงานทั้งหมดได้ ตั้งแต่การเขียน การแก้ไข การตรวจสอบ จนถึงการเผยแพร่และโปรโมต ทำให้การจัดการเนื้อหาเป็นไปอย่างเป็นระบบ

ระบบจัดการผู้ใช้

CMS ช่วยให้คุณกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงสำหรับผู้ใช้แต่ละคนได้ ทำให้การทำงานเป็นทีมมีความปลอดภัยและป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ความปลอดภัย

CMS หลายตัวมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญของคุณ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ

รองรับหลายภาษา

ถ้าธุรกิจของคุณต้องการขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ CMS ที่รองรับหลายภาษาจะช่วยให้คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ได้หลายภาษาโดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่ทั้งหมด

เชื่อมต่อได้หลายช่องทาง

CMS บางตัว โดยเฉพาะแบบ Headless สามารถแสดงเนื้อหาได้บนหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แอปมือถือ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ

การประมวลผลแบบเรียลไทม์

CMS สมัยใหม่สามารถรวบรวมและประมวลผลข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมได้ทันที

ระบบมีความยืดหยุ่น

CMS ที่ดีควรสามารถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบภายนอกผ่าน API เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายความสามารถของเว็บไซต์ได้

ประเภทของ CMS

ระบบ CMS มีหลายประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับธุรกิจ สำหรับผู้ที่สนใจการสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS ควรทำความเข้าใจประเภทต่าง ๆ ดังนี้:

1. Coupled CMS

เป็น CMS แบบดั้งเดิมที่ส่วนหลังบ้าน (backend) และส่วนหน้าบ้าน (frontend) ทำงานร่วมกัน ต้องใช้งานคู่กับ Web Hosting และจำเป็นต้องอัปเดตซอฟต์แวร์อยู่เสมอ เช่น WordPress

2. SaaS CMS

เป็นโซลูชันแบบครบวงจรที่ให้บริการบนคลาวด์ ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง Web Hosting ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างและจัดการเว็บไซต์ได้ทันทีผ่านออนไลน์

3. Decoupled CMS

แยกส่วนหน้าบ้านและหลังบ้านออกจากกัน โดยติดต่อกันผ่าน API ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนส่วนหน้าบ้านได้โดยไม่กระทบกับโครงสร้างหลังบ้าน

4. Headless CMS

เน้นทำงานเฉพาะส่วนหลังบ้าน ไม่มีส่วนหน้าบ้านติดตั้งมาให้ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงมาก แต่ต้องมีนักพัฒนาออกแบบส่วนหน้าบ้านเอง

CMS ยอดนิยมที่ควรรู้จัก

ในปัจจุบันมี CMS System มากมายให้เลือกใช้ ทั้งแบบฟรีและแบบมีค่าใช้จ่าย แต่ละตัวก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป สำหรับผู้ที่สนใจสร้าง CMS หรือเลือกใช้ระบบที่เหมาะสม ควรรู้จักตัวเลือกยอดนิยมเหล่านี้:

CMS ทั่วไป

WordPress

เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ครองส่วนแบ่งตลาด 43% ของเว็บไซต์ทั่วโลก เนื่องจากใช้งานง่าย มีธีมและปลั๊กอินให้เลือกมากมาย รองรับ CMS SEO ได้ดี และมีชุมชนขนาดใหญ่คอยช่วยเหลือ ทำให้การสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS WordPress เป็นตัวเลือกยอดนิยมของธุรกิจทุกขนาด

Drupal

เป็น CMS ที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่และต้องการความปลอดภัยสูง มีองค์กรและสถาบันชื่อดังใช้งาน เช่น Government of Australia, Harvard, The Economist, BBC, Cisco

Joomla

เป็น CMS แบบโอเพนซอร์ส ดาวน์โหลดฟรี ติดตั้งง่าย มีระบบจัดการเนื้อหาที่ยืดหยุ่น รองรับการทำงานพร้อมกันหลายคน และมีเวอร์ชันภาษาไทยอย่างเป็นทางการ

Wix

เป็น CMS บนคลาวด์ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ ใช้งานได้ทันที มีเทมเพลตให้เลือกมากกว่า 500 แบบ โหลดเว็บไซต์ได้รวดเร็ว และมีแอปสำหรับจัดการเนื้อหาบนมือถือ

CMS สำหรับ E-commerce

Magento

เป็น CMS ที่ออกแบบมาสำหรับร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ มีฟังก์ชันครบครัน ตั้งแต่การจัดหมวดหมู่สินค้า การอัปเดตสต๊อก ระบบชำระเงิน การจัดส่ง การเปรียบเทียบสินค้า และการรีวิว

WooCommerce

เป็นปลั๊กอินสำหรับ WordPress ที่ช่วยเปลี่ยนเว็บไซต์ให้เป็นร้านค้าออนไลน์ ติดตั้งง่าย มีฟังก์ชันจำเป็นครบถ้วน เช่น ระบบตะกร้าสินค้า การคำนวณภาษี ส่วนลด ค่าขนส่ง และรองรับการชำระเงินหลายรูปแบบ

Shopify

เป็นแพลตฟอร์ม E-commerce ที่ได้รับความนิยมสูง ใช้งานง่าย ไม่ต้องติดตั้ง Web Hosting รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิต และมีทีมซัพพอร์ตตลอด 24 ชั่วโมง

BigCommerce

เป็น CMS สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ครบวงจร เหมาะสำหรับมือใหม่ มีความปลอดภัยสูงในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและมีระบบสำรองข้อมูล

OpenCart

เป็น CMS แบบโอเพนซอร์สสำหรับร้านค้าออนไลน์ ติดตั้งง่าย ไม่มีค่าใช้จ่าย มีฟังก์ชันด้านการขายครบถ้วน รองรับการชำระเงินหลายวิธี และใช้งานได้บนทุกอุปกรณ์

ข้อดีของการสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS

เว็บ CMS มีข้อดีมากมายที่ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการสร้างเว็บไซต์ ผู้ที่กำลังพิจารณาการสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS ควรรู้ข้อดีเหล่านี้:

  • ใช้งานง่าย – คนทั่วไปสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด
  • มีหน้าตาที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ – เหมือนใช้ซอฟต์แวร์ทั่วไป มีเทมเพลตและธีมให้เลือกมากมาย
  • จัดการเว็บไซต์ได้สะดวก – ง่ายต่อการลบ แก้ไข หรือย้ายเนื้อหา และตั้งเวลาเผยแพร่ได้
  • มีฟีเจอร์เสริมมากมาย – สามารถดาวน์โหลดปลั๊กอินหรือโมดูลเพิ่มเติมได้ บางตัวก็ฟรี
  • จัดการได้ทุกที่ทุกเวลา – สามารถเข้าถึงและแก้ไขผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้จากทุกที่
  • รองรับการทำงานเป็นทีม – หลายคนสามารถจัดการเนื้อหาพร้อมกันได้ ทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

ข้อจำกัดของการสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS

แม้ระบบ CMS คือทางเลือกที่ดีสำหรับหลายธุรกิจ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้ไว้ก่อนตัดสินใจเลือกใช้:

  • ขนาดไฟล์ใหญ่และมีไฟล์จำนวนมาก – อาจทำให้เว็บไซต์โหลดช้ากว่าเว็บไซต์ที่เขียนด้วยโค้ดโดยตรง
  • ต้องซื้อเทมเพลตเพิ่ม – หากต้องการเว็บไซต์ที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ อาจต้องซื้อธีมหรือเทมเพลตเพิ่มเติม
  • พัฒนาต่อยอดยาก – การพัฒนาระบบเพิ่มเติมอาจทำได้ยากหากไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ด
  • แก้ไขโค้ดต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ – หากต้องการแก้ไขโค้ดเพื่อปรับแต่งเว็บไซต์เพิ่มเติม อาจต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญ
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย – CMS ที่ไม่ได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมออาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
  • ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ – เว็บไซต์ที่สร้างด้วย CMS อาจโหลดช้ากว่าเว็บไซต์ที่เขียนโค้ดเอง

เปรียบเทียบการทำเว็บไซต์รูปแบบอื่น ๆ กับ CMS

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS เหมาะกับธุรกิจของคุณหรือไม่ มาดูการเปรียบเทียบกับวิธีการสร้างเว็บไซต์แบบอื่น ๆ:

เว็บไซต์แบบ HTML ธรรมดา VS. เว็บ CMS

การจัดการเว็บไซต์:

  • เว็บ CMS เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีหลายหน้าและต้องอัปเดตเนื้อหาบ่อย ๆ
  • HTML เหมาะกับเว็บไซต์ขนาดเล็ก 1-2 หน้า ที่ไม่ค่อยต้องอัปเดต

ความรวดเร็วในการสร้าง:

  • CMS ช่วยให้สร้างเว็บไซต์ได้เร็วกว่าเพราะมีธีมและระบบจัดการเนื้อหาสำเร็จรูป
  • HTML ต้องเขียนโค้ดทั้งหมดเอง ต้นทุนสูงกว่าและใช้เวลามากกว่า

การปรับแต่งเว็บไซต์:

  • CMS ปรับแต่งรูปภาพและข้อความได้ง่ายผ่านแผงควบคุม
  • HTML ต้องแก้ไขโค้ดโดยตรง ทำให้ปรับแต่งยากกว่า

การรองรับผู้ใช้หลายคน:

  • CMS รองรับผู้ใช้ได้หลายคนและกำหนดสิทธิ์ให้แต่ละคนได้
  • HTML มีข้อจำกัดในเรื่องนี้

การดูตัวอย่างและทดสอบ:

  • CMS สามารถดูตัวอย่างได้ทันทีและแก้ไขได้ง่าย
  • HTML ต้องบันทึกไฟล์ และเปิดด้วยเบราว์เซอร์เพื่อดูตัวอย่าง

เว็บ CMS VS. Website Builder

ความรวดเร็วในการสร้าง:

  • CMS System มีการใช้งานที่ซับซ้อนกว่า ตั้งค่านานกว่า แต่มีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้มากกว่า
  • Website Builder เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ง่าย ๆ อย่างรวดเร็ว

การปรับแต่งเว็บไซต์:

  • CMS มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งได้หลากหลายตามต้องการ และสร้างธีมเองได้
  • Website Builder มีเทมเพลตสำเร็จรูปให้เลือก แต่มีข้อจำกัดในการปรับแต่ง และมักมีค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปี

บริการของ RED CODE DEVELOPMENT ด้าน CMS

RED CODE DEVELOPMENT เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร รวมถึงการเป็น CMS developer ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยระบบ CMS ที่เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจคุณ เรามีบริการด้าน CMS ดังนี้:

  • พัฒนาเว็บไซต์ด้วย CMS ที่เหมาะสม – เราช่วยเลือกและพัฒนาเว็บ CMS ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็น WordPress, Drupal, Joomla หรือระบบอื่น ๆ
  • ปรับแต่งธีมและการออกแบบ – สร้างเอกลักษณ์ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วยการออกแบบที่ตรงใจและสะท้อนแบรนด์ของคุณ
  • พัฒนาปลั๊กอินและฟังก์ชันเพิ่มเติม – เพิ่มความสามารถให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วยปลั๊กอินหรือฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะ
  • ดูแลและบำรุงรักษาเว็บไซต์ – ให้บริการดูแลและอัปเดตระบบ CMS ให้ทันสมัยและปลอดภัยอยู่เสมอ
  • ฝึกอบรมการใช้งาน CMS – สอนให้ทีมงานของคุณสามารถจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง
  • ติดตั้งและตั้งค่าระบบ – เราดูแลตั้งแต่การจดโดเมน เช่าโฮสต์ ติดตั้งและตั้งค่า CMS ให้พร้อมใช้งาน
  • บริการย้ายระบบ – ช่วยย้ายเว็บไซต์จากระบบเดิมมาสู่ระบบ CMS ที่เหมาะสมกว่า
  • ปรับแต่ง CMS SEO – ช่วยปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนเครื่องมือค้นหา เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าพบเจอธุรกิจของคุณมากขึ้น
  • บริการด้าน IT Solutions – ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาด้านไอทีครบวงจร ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

สรุป

CMS หรือระบบจัดการเนื้อหา เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างและจัดการเว็บไซต์ได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในการพัฒนาเว็บไซต์ การสร้างเว็บไซต์ด้วย CMS เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่ หรือบุคคลทั่วไป ด้วยความหลากหลายของ CMS System ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คุณสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณ หากต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย CMS ทีม CMS developer ของ RED CODE DEVELOPMENT พร้อมให้บริการและช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์

คำถามที่พบบ่อย

CMS คืออะไร?

CMS (Content Management System) คือ ระบบที่ช่วยให้คุณสร้างและจัดการเว็บไซต์ได้โดยง่าย โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด เปรียบเสมือนเครื่องมือสำเร็จรูปที่มาพร้อมฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น การจัดการบทความ รูปภาพ และระบบสมาชิก ทำให้คุณสามารถอัปเดตเนื้อหาเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว

CMS คือหน่วยอะไร?

CMS ย่อมาจาก Content Management System หรือระบบจัดการเนื้อหา เป็นซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างและจัดการเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด CMS มีฟังก์ชันการทำงานครบครัน เช่น ระบบจัดการบทความ ข่าวสาร การค้นหา และหน้าเว็บต่าง ๆ ช่วยให้ธุรกิจสามารถมีเว็บไซต์ที่ทันสมัยและปรับปรุงได้ตลอดเวลา

เว็บไซต์มีองค์ประกอบ 4 ส่วนอะไรบ้าง?

ปัจจุบันมี CMS มากมายให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับธุรกิจ แต่ละระบบมีจุดเด่นแตกต่างกันไป โดย CMS ยอดนิยมได้แก่:

  • WordPress – ระบบ CMS ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เหมาะกับเว็บไซต์ทุกประเภท ใช้งานง่ายและมีปลั๊กอินมากมาย
  • HubSpot CMS Hub – เหมาะสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ มีเครื่องมือวิเคราะห์และจัดการลูกค้าครบวงจร
  • Wix – เน้นความง่ายในการสร้างเว็บไซต์ด้วยระบบลากและวาง ไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิค
  • Adobe Commerce – เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ มีระบบจัดการสินค้าที่ซับซ้อน
  • Shopify – ออกแบบมาเฉพาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ ใช้งานง่ายและมีระบบชำระเงินครบครัน
  • Squarespace – โดดเด่นด้านดีไซน์สวยงาม เหมาะกับเว็บไซต์ที่เน้นภาพและพอร์ตโฟลิโอ

Share :

Scroll to Top
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.