Software Testing Services
ทดสอบระบบซอฟต์แวร์ด้วยผู้เชี่ยวชาญ
Software Testing Aspects
การทดสอบฟังก์ชันการทำงาน
(Functional Testing)
ตรวจสอบว่าซอฟต์แวร์ทำงานได้ตรงตามที่ต้องการ โดยทดสอบแต่ละฟีเจอร์เทียบกับความต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบทำการกระทำที่ต้องการและให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง
การทดสอบประสิทธิภาพ
(Performance Testing)
บริการประเมินความเร็ว ความสามารถในการรองรับ และความเสถียรของซอฟต์แวร์ภายใต้ภาระงานที่แตกต่างกัน เพื่อให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์จะทำงานได้ดีภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน เช่น การใช้งานหนัก หรือกับข้อมูลขนาดใหญ่
การทดสอบอัตโนมัติ
(Automated Testing)
ใช้เครื่องมือทดสอบอัตโนมัติเพื่อรันการทดสอบซ้ำ และการทดสอบย้อนหลังอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการทำงานด้วยมือและทำให้กระบวนการทดสอบเร็วขึ้นสำหรับโปรเจ็คใหญ่หรือที่ต้องปล่อยเวอร์ชั่นบ่อยๆ
การทดสอบส่วนย่อย
(Unit Testing)
โฟกัสที่การทดสอบส่วนประกอบหรือโมดูลของซอฟต์แวร์แยกออกมาแต่ละส่วน เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละส่วนทำงานถูกต้องตามที่คาดไว้ สามารถค้นหาจุดบกพร่องได้แต่เนิ่นๆ
การทดสอบการทำงานร่วมกัน
(Integration Testing)
ทดสอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมดูลซอฟต์แวร์หรือระบบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบทำงานร่วมกันได้อย่างถูกต้องตามที่คาดไว้ และไม่ก่อให้เกิด error ขึ้นเมื่อนำมาทำงานร่วมกัน
การทดสอบย้อนหลัง
(Regression Testing)
ทดสอบซ้ำหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงโค้ด การอัพเดท หรือการแก้ไขบั๊ก เพื่อให้แน่ใจว่าฟังก์ชันที่เคยทำงานได้ดีไม่เกิดปัญหาจากการอัพเดทใหม่
การทดสอบโดยผู้ใช้
(UAT - User Acceptance Testing)
ให้ผู้ใช้จริงทดสอบซอฟต์แวร์ภายใต้สถานการณ์จริง เพื่อยืนยันว่าตรงตามความต้องการและบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจก่อนการปล่อยใช้งานจริง
การทดสอบด้านความปลอดภัย
(Security Testing)
ประเมินด้านความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ โดยค้นหาจุดอ่อน ช่องโหว่ และภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการปกป้องข้อมูล มีการป้องกันการถูกรุกล้ำ และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
ซอฟต์แวร์ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กร
(Custom Software)
พัฒนาโปรแกรมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร ด้วยการออกแบบที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะด้าน เพื่อให้ได้ระบบที่ทำงานได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และสามารถขยายขนาดได้ตามความเติบโตของธุรกิจ
การทำงานแบบสกรัม (Scrum Workflow)
นำวิธีการบริหารโครงการแบบอไจล์ (Agile) มาใช้ โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือ ความยืดหยุ่น และการรับฟังข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้สามารถส่งมอบผลงานได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างสำเร็จ
ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ด้วยงบประมาณที่เหมาะสม
(Top-Tier Experienced Team but Flexible Budget)
ทีมมืออาชีพที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูง พร้อมส่งมอบโซลูชันคุณภาพระดับพรีเมียม ด้วยโครงสร้างราคาที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับงบประมาณขององค์กร เพื่อให้ทุกธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการระดับมืออาชีพได้อย่างคุ้มค่า
RED CODE ทำงานอย่างไร?
ที่ RED CODE เราให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่พัฒนาจะตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้อย่างแท้จริง เราจึงวางกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการส่งมอบ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลในทุกขั้นตอน
01 รวบรวมความต้องการ
(Get Requirement)
การพูดคุยและทำเอกสารเพื่อเก็บความต้องการของลูกค้าและกำหนดเป้าหมายโครงการให้ชัดเจน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าลูกค้าต้องการอะไร และจะวัดความสำเร็จของโครงการอย่างไร
02 วิจัยผลิตภัณฑ์
(Product Research)
การศึกษาเทรนด์ตลาดและคู่แข่งมีความจำเป็นต่อการออกแบบและจัดลำดับความสำคัญของฟีเจอร์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาตอบโจทย์ความต้องการตลาด แข่งขันได้ และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่ง
03 ออกแบบ UX/UI
(UX/UI Design)
การออกแบบหน้าจอและประสบการณ์ใช้งานที่เรียบง่าย สวยงาม และมีประสิทธิภาพ เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของซอฟต์แวร์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวก เข้าใจง่าย และรู้สึกประทับใจกับการใช้งาน
04 วางแผนด้านเทคนิค
(Tech Solution)
การเลือกโครงสร้างและเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับโครงการ ช่วยให้สร้างซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้ดี รองรับการขยายตัว มีความปลอดภัย และดูแลรักษาง่าย ตรงตามข้อจำกัดและความต้องการของโครงการ
05 ออกแบบรายละเอียดผลิตภัณฑ์
(Product Detail Design)
การระบุรายละเอียดและขั้นตอนการทำงานของแต่ละฟีเจอร์ ช่วยให้ทีมพัฒนามีความชัดเจนในการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังช่วยให้ประเมินเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการพัฒนาได้แม่นยำมากขึ้น
06 พัฒนาระบบ
(Development)
ขั้นตอนการเขียนโค้ดและพัฒนาซอฟต์แวร์ตามรายละเอียดที่ออกแบบไว้ โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่เหมาะสม ต้องอาศัยทักษะ ความเชี่ยวชาญ และการร่วมมือของทีมเพื่อสร้างซอฟต์แวร์คุณภาพภายในเวลาที่กำหนด
07 ทดสอบคุณภาพ
(QA Test)
ก่อนส่งมอบให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ การทดสอบอย่างละเอียดเพื่อค้นหาข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องและแก้ไขให้เรียบร้อยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าซอฟต์แวร์มีคุณภาพ ตรงตามที่กำหนด ใช้งานได้ราบรื่น และไม่สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้
08 ทดสอบการใช้งานจริง UAT
(User Acceptance Testing)
การให้ลูกค้าหรือตัวแทนผู้ใช้ได้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเสร็จแล้ว เพื่อตรวจสอบว่าระบบทำงานตรงตามความต้องการและความคาดหวัง เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง และเปิดโอกาสให้ปรับแก้ในส่วนที่ลูกค้ายังไม่พอใจ
09 พร้อมใช้งาน!
(Go Live!)
เมื่อผ่านการทดสอบและการทดลองใช้จากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลานำซอฟต์แวร์ไปติดตั้งในสภาพแวดล้อมจริงของผู้ใช้ ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและเริ่มใช้งานระบบได้อย่างเป็นทางการ พร้อมให้การสนับสนุนและดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าซอฟต์แวร์ใช้งานได้ดีในระยะยาว
